หลังจากที่ทำการเปิดฝาแผ่นหลังพี่เช็คแล้ว ลองดูภาพโดยรวมอีกครั้ง จะสังเกตุเห็นว่าไวโอลินคันนี้ใส่บล็อคมาไม่ครบ ซึ่งโดยปกติไวโอลินจะมีบล็อคอยู่ทั้งหมด 6 ชิ้นด้วยกัน ทำหน้าที่ยึดโครงข้าง (Rib) ให้มีรูปทรงเป็นไวโอลิน เป็นพื่้นที่สำหรับติดแผ่นหน้าและหลัง
นอกจากนั้นตัวใหญ่ที่ด้านบนยังทำหน้าที่เป็นฐานยึดให้กับคอไวโอลิน ตัวใหญ่ด้านล่างจะใช้เจาะรูเพื่อใส่ปุ่มท้าย (End button) อีก4 ชิ้นจะอยู่ที่บริเวณโค้งตัว C ( C-bout ) ข้างละ 2 ชิ้น
บล็อคส่วนที่หายไปอยู่บริเวณโค้งตัว C ใส่มาแค่ชิ้นเดียว ตามที่เห็นในภาพ แต่ก็ยังคงสภาพมาได้กว่า 50 ปี ข้อเสียคือโครงข้างมีโอกาสหลุดได้ง่ายเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ข้อดีคือทำให้ไวโอลินเบาขึ้น
เห็นภาพใกล้ก็ดูไม่ค่อยเหมือนบล็อคเท่าไหร่ลักษณะเหมือนเอาไม้มาช่วยค้ำไว้มากกว่า เบสบาร์เป็นแบบบิวท์อิน อันนี้ผมเรื่ยกเอง คือเป็นชิ้นส่วนเดียวกับไม้แผ่นหน้าใช้สิ่วขุดส่วนอื่นออกไปเหลือไว้เฉพาะที่เป็นเบสบาร์ ด้านในแผ่นหน้าไม่เรียบร้อยใช้สิ่วขุดไว้หยาบๆ ความหนาบางไม่สมำเสมอสูงๆ ต่ำๆการแก้ไขพี่เช็คครั้งนี้ใช้หลักการที่ว่าจะคงรักษาลักษณะพื้นฐานตามที่ผู้สร้างเดิมเคยทำไว้ แผ่นหลังแยกออกเป็น 2 ส่วน สิ่งแรกที่ทำจึงต้องต่อกันให้เป็นแผ่นเดียวกันก่อน
จากนั้นก็ขูดวานิชเก่าออกให้หมด และเอาเนื่้อไม้บางส่วนออก สิ่งที่ชอบคือเขาฝัง purfling ไว้ที่ขอบด้วย พูดถึง purfling มีไว้เพื่อทำให้สวยงามขึ้น แต่หน้าที่หลักเป็นเหมือนกำแพงกั้นไม่ให้เกิดความเสียหายเวลากระทบกระแทกที่ขอบไม่ให้ลุกลามเข้าไปด้านใน
แผ่นหลังด้านในทำมาเรียบดี (ต้องเรียบเพราะมันสามารถมองเห็นจากช่องเสียงได้ ไม่งั้นขายไม่ออกแน่) แต่ยังหนาเกินไปจึงต้องปรับให้บางลง
เสร็จเรียบร้อย พร้อมการปรับความหนาบางให้ถูกต้อง ตัวสีฟ้าเป็นเครื่องวัดความหนาครับ จำเป็นต้องมีเป็นอย่างมาก
เบสบาร์แบบบิวท์อินของแผ่นหน้า อย่างไงก็ขอเอาออกแล้วค่อยสร้างใหม่
ปุ่มคอที่มีปัญหาควรเอาส่วนที่อุดโป๊วออก แล้วค่อยเสริมไม้จริงเข้าไป จะทำให้มีกำลังในการยึดจับที่ดีกว่า
ขูดขัดคราบกาว และปรับให้ผิวหน้าเรียบเตรียมพร้อมสำหรับการปิดแผ่นหลังเข้าที่
ปิดแผ่นหลังเข้าที่ โดยใช้อุปกรณ์ที่ทำขึ้นเอง แฮะ ๆ มันคล้ายอะไรนะ
คราวนี้มาจัดการกับแผ่นหน้า ทำการเปิดออกมาก่อน สำหรับแผ่นหน้านี้เป็นไม้สนสปรูซ 2 ชิ้นต่อกัน เส้นละเอียดไล่ไปตั้งแต่เส้นถี่เล็กไปจนขนาดกลางตรง สวยงามดี
ลองวัดความหนาดูก่อน ประมาณเกือบ 7 ม.ม. ผมว่ามันหนาเกินไปตัวเลขควรจะอยู่ประมาณ 3 ม.ม. แล้วไล่ไปที่ส่วนขอบประมาณ 2-2.5 ม.ม. จะทำให้ไวโอลินมีคุณภาพเสียงที่ดี
ใช้กบตัวเล็กไสไม้ให้เรียบและบางลงตามค่าที่ต้องการ เน้นการไสที่ภายในเพื่อไม่ให้เสียทรงด้านนอก
จากนั้นก็มาจัดการด้านนอกแบบเดียวกับที่ทำแผ่นหลัง จนมีสภาพอย่างที่เห็น
จากนั้นก็ถึงช่วงสำคัญก็คือการทำเบสบาร์ขึ้นใหม่ เลือกไม้ วัดระยะจัดแนวของการติดตั้ง ขั้นตอนนี้ยากเหมือนกันเพราะต้องทำให้เบสบาร์ติดเรียบเนียนเป็นชิ้นเดียวกับแผ่นหน้า
ไสปรับให้ได้รูปทรงและสัดส่วนที่ถูกต้อง ค่อยๆ ไสไปเรื่อย ๆ คอยเช็คความสูงความหนาตลอด
สลักหลังไว้ซักหน่อย บันทึกเป็นประวัติ
สลักไว้ที่แผ่นหลังด้วย ส่วนนี้จะสามารถมองเห็นได้จากช่องเสียงด้านหน้า
ปุ่มคอที่ค้างไว้ในตอนแรก จะเสริมไม้เมเปิลลงไป
ฝังเดีอยไม้ลงไป เพื่อให้มีความแข็งแรงยิ่งขึ้นและเข้าไปแทนที่รูจากรอยตะปู
ประกอบแผ่นหน้าเข้าที่ให้เรียบร้อย
ประกอบส่วนต่างๆ เข้าไป แล้วก็เสร็จเรียบร้อยออกมา
เรื่องราวของแรงบันดาลใจ ความปรารถณา....ที่จะได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก แม้เป็นเรื่องราวที่ยากลำบาก แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าความอดทน ความเพียรพยายามของตัวเราเอง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Rebuilt and Repair แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Rebuilt and Repair แสดงบทความทั้งหมด
11 มกราคม 2555
7 มกราคม 2555
เปิดฝาพี่เช็ค
โดยปกติการเปิดฝาไวโอลินเก่าผมว่ามันน่าจะทำได้ง่ายกว่าไวโอลินใหม่ ที่พูดแบบนี้เพราะว่าไวโอลินเก่ากาวที่ติดส่วนประกอบต่างๆ ไว้ก็มักเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา คราวนี้พอใช้มีดแซะเปิดฝาออกจึงทำได้ง่ายขึ้นเป็นความรู้พื้นฐานข้อหนึ่ง แต่สำหรับพี่เช็คนี้แม้เป็นไวโอลินเก่าแต่ผ่านการประกอบมาใหม่จากลุงน้ำชา การเปิดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
ผมใช้เวลาอยู่สักพักใหญ่ จนมาถึงบริเวณปุ่มคอทำไมมันไม่สามารถเปิดได้ติดอะไร ออกแรงเพิ่มเข้าไปอีกสภาพเครื่องมือที่ใช้มีสภาพอย่างที่เห็นครับ บิ่น แหว่งไปเลย ต้องใช้ความพยายามอยู่นานที่สุดก็สามารถเปิดออกมาจนได้เรียกว่าทำเอาเหงื่อกาฬไหลทีเดียว พอเปิดออกได้ภาพที่เห็นก็สร้างความแปลกใจให้ผมเป็นอย่างมาก
มันดูเหมือนตะปูเกลียว ที่สนิมขึ้นทั้งตัวฝังไว้ที่ปุ่มคอ เข้าใจว่าที่ทำแบบนี้เพื่อใช้ตะปูเกลียวช่วยยึดส่วนคอไวโอลินให้แน่นขึ้น แผ่นหลังที่เปิดออกมาแล้ว เป็นไม้เมเปิล 2 ชิ้นต่อกัน รอยต่อมีรอยแยกจากกัน ที่ปุ่มคอถูกโป๊วอุดด้วยวัสดุบางอย่างปิดทับหัวตะปูไว้อีกที ไม้เมเปิลแหว่งหายไป ป้ายชื่อที่ระบุว่าเป็นแบบ Strad ปี 1713 ผลิตในประเทศเช็คโกสโลวาเกีย เป็นตัวทำเลียนแบบ (Copy) ที่สามารถระบุเช่นนี้เพราะว่า Antonio Stradivari เป็นชาวอิตาเลี่ยนมีชีวิตอยู่ในช่วง ปี 1644-1737 ที่เมือง Cremona มีอายุยืนยาวถึง 93 ปี ยุคทองของท่านอยู่ในช่วงปี 1700-1720 ไวโอลินคันนี้จึงเลียนแบบมาในช่วงยุคทองของท่าน
ผมใช้เวลาอยู่สักพักใหญ่ จนมาถึงบริเวณปุ่มคอทำไมมันไม่สามารถเปิดได้ติดอะไร ออกแรงเพิ่มเข้าไปอีกสภาพเครื่องมือที่ใช้มีสภาพอย่างที่เห็นครับ บิ่น แหว่งไปเลย ต้องใช้ความพยายามอยู่นานที่สุดก็สามารถเปิดออกมาจนได้เรียกว่าทำเอาเหงื่อกาฬไหลทีเดียว พอเปิดออกได้ภาพที่เห็นก็สร้างความแปลกใจให้ผมเป็นอย่างมาก
มันดูเหมือนตะปูเกลียว ที่สนิมขึ้นทั้งตัวฝังไว้ที่ปุ่มคอ เข้าใจว่าที่ทำแบบนี้เพื่อใช้ตะปูเกลียวช่วยยึดส่วนคอไวโอลินให้แน่นขึ้น แผ่นหลังที่เปิดออกมาแล้ว เป็นไม้เมเปิล 2 ชิ้นต่อกัน รอยต่อมีรอยแยกจากกัน ที่ปุ่มคอถูกโป๊วอุดด้วยวัสดุบางอย่างปิดทับหัวตะปูไว้อีกที ไม้เมเปิลแหว่งหายไป ป้ายชื่อที่ระบุว่าเป็นแบบ Strad ปี 1713 ผลิตในประเทศเช็คโกสโลวาเกีย เป็นตัวทำเลียนแบบ (Copy) ที่สามารถระบุเช่นนี้เพราะว่า Antonio Stradivari เป็นชาวอิตาเลี่ยนมีชีวิตอยู่ในช่วง ปี 1644-1737 ที่เมือง Cremona มีอายุยืนยาวถึง 93 ปี ยุคทองของท่านอยู่ในช่วงปี 1700-1720 ไวโอลินคันนี้จึงเลียนแบบมาในช่วงยุคทองของท่าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)