14 มีนาคม 2556

การเพลาะไม้ไวโอลิน

การเพลาะไม้ ( Edge Joint )



การเอาไม้มาติดกันแล้วได้ไม้หน้ากว้างขึ้นเรียกว่า การเพลาะไม้  แต่ถ้าเอาไม้มาติดกันแล้วได้ไม้ที่ยาวขึ้นเรียกว่า การต่อไม้ ซึ่งจะใช้ในการก่อสร้าง สร้างบ้านเรือน ต่อเสา ต่อคาน เป็นต้น  ส่วนเทคนิคสุดท้าย คือการเข้าไม้  เป็นการเอาไม้มาต่อกันเป็นมุมต่างๆ  นิยมใช้กับเครื่องเรือน การทำโต๊ะ เก้าอี้  เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ  
 ทำไมต้องเพลาะไม้........ ตอบง่ายๆ ตรงๆ ก็คือไม้มันกว้างไม่พอเลยต้องเอาไม้มาต่อกันให้ได้ความกว้างตามที่ต้องการ  ส่วนวิธีการการเพลาะไม้ ที่นิยมกันจำแนกได้ วิธี ด้วยกัน
1.      การเพลาะไม้ด้วยการใช้กาว  ( glued and rubbed joint)
2.      การเพลาะไม้ด้วยการใช้กาวร่วมกับเดือยไม้ ( glued and dowelled joint)
3.      การเพลาะไม้ด้วยการใช้กาวร่วมกับการบังใบ ( glued and rabbeted joint)
4.      การเพลาะไม้ด้วยการใช้กาวร่วมกับรางลิ้น ( glued and tongued or grooved joint )
5.      การเพลาะไม้ด้วยการใช้กาวร่วมกับการสอดลิ้น ( glued and tongued or feathered joint)
6.      การเพลาะไม้ด้วยการใช้กาวร่วมกับตะปูเกลียว ( glued and wood screws)
7.      การเพลาะไม้ด้วยการใช้กาวร่วมกับตะปู ( glued and nail joint)

การทำไวโอลินะใช้เทคนิคในการเพลาะไม้ ในแบบที่ 1 คือใช้กาวในการยึดประสานไม้ให้ติดกันเท่านั้น ไม่มีเดือย ไม่มีตะปู หรือการเข้าลิ้นแต่อย่างใด  


 
ก    การเพลาะไม้ ไวโอลินใช้เทคนิคเดียวกัน ทั้งกับแผ่นหน้าและแผ่นหลัง  แต่แผ่นหลังอาจจะมีข้อยกเว้นบ้างในกรณีที่ใช้ไม้เมเปิลหน้ากว้างซัก 9 นิ้ว ขึ้นไป ก็ทำเป็นแผ่นหลังชิ้นเดียว  ง่ายสำหรับช่างขึ้นอีกหน่อยแต่ไม้ก็หายากและแพงกว่า  สำหรับแผ่นหน้าเป็นไม้สปรูซ เป็นไม้ที่ใช้เทคนิคการตัดมาแบบ Quarter sawn ผมจะเรียกว่า การตัดแบบเค็ก  เพราะเข้าใจง่ายดี 



     ไม้สนเมื่อตัดออกมาแบบเค็ก เราจะเห็นลวดลายของไม้เป็นเส้นวงปี เป็นเส้นตรงยาว การเรียงตัวของเส้นวงปี ด้านในแกนกลางจะห่าง ค่อยๆ ไล่มาด้านนอกที่มีความถี่มากกว่า (ส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนี้) ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสวยงาม สมดุล และการคาดหวังในคุณสมบัติด้านเสียง จึงต้องใช้เป็นไม้ 2 ชิ้นมาเพลาะต่อกัน 

ไม้สปรูซหน้ากว้างประมาณ 4.5 นิ้ว ด้านนอกลายจะห่างกว่า

      การเพลาะไม้ไวโอลิน จะใช้ส่วนที่อยู่ด้านนอกของต้นที่มีเส้นวงปีละเอียดมาต่อกัน และค่อยๆ ใหญ่ขึ้นไปสุดที่ขอบ  ส่วนที่กว้างที่สุดของไวโอลิน จะอยู่ที่ประมาณ 8 นิ้ว 2 หุน  


      ส่วนเทคนิคในการเพลาะไม้ อธิบายได้สั้นๆ คือทำให้บริเวณที่จะต่อกันทั้ง 2 แผ่นเรียบและได้ฉาก เวลาประกบกันให้เรียบเนียนสนิท เครื่องมือที่ใช้ก็ต้องมีกบไสไม้ เอฟแค็มป์ และมีกาวเป็นตัวประสานเท่านั้น  เมื่อทุกอย่างได้ที่แล้ว ก็ทากาวบริเวณรอยต่อทั้ง 2 แผ่น ใช้เอฟแค็มป์ บีบจับไว้รอกาวแห้ง 24 ชั่วโมง ก็เป็นใช้ได้


ทดสอบประกบดู บริเวณรอยต่อต้องเรียบเนียนสนิท

      สำหรับไวโอลิน การเลือกใช้ไม้ที่มาเพลาะต่อกันจะใช้ไม้ในช่วงลำต้นที่ระยะเดียวกัน  ซึ่งจะทำให้ลายไม้ที่ได้ที้งซีกซ้ายและขวา มีลายที่สมมาตรใกล้เคียงกัน ทำให้หน้าไม้ที่ออกมาสวยงาม จะไม่นิยมใช้วิธีใช้ไม้แผ่นเดียวกัน (ยาวซัก 30 นิ้ว) มาตัดครึ่งแล้วมาเพลาะต่อกัน โอกาสที่จะได้ลายที่สวยสมดุลเป็นเรื่องยาก


       จะว่าไปดูแล้วก็ง่ายๆ แต่กว่าผมจะทำได้ก็ใช้เวลาฝึกฝนพอสมควรทีเดียว ประเด็นหลักของการเพลาะไม้อยู่ที่การทำให้หน้าสัมผัสของไม้ทั้ง 2 แผ่นเรียบ ที่เหลือก็ไม่มีอะไรยาก แค่ทากาว แล้วใช้แค็มป์จับเช็ดกาวที่เกินออก แล้วรอเวลาให้กาวแห้งสนิท 

       

        การเพลาะไม้ในลักษณะนี้ทำให้ซีกซ้ายและขวา เสี้ยนไม้มันจะไปกันคนละทาง ย้อนกันอยู๋  การไสขึ้นรูปก็ต้องอาศัยเทคนิคไสพลิกไปพลิกมา  อันนี้แล้วแต่เทคนิคกับเครื่องมือที่ช่างใช้


     เมื่อกาวแห้งแล้วก็จะได้ไม้หน้ากว้างตามต้องการดูแล้วเหมือนเหมือนไม้แผ่นเดียว  จากนั้นก็เอาไสปรับอีกครั้งให้เรียบเนียน พร้อมส่งต่อสำหรับงานขั้นต่อไปครับ



28 กุมภาพันธ์ 2556

Tonewood ไม้เสียงดีสำหรับเครื่องดนตรี

Violin Tonewood

ดนตรีถือเป็นวัฒนธรรม ที่อยู่คู่กับมนุษย์มานานแสนนานแล้ว  ไม้ถูกนำมาใช้เครื่องดนตรีมาตั้งแต่โบราณกาล มันได้สอดแทรกเรื่องราว วัฒนธรรมตามแหล่งต้นกำเนิดของเครื่องดนตรีชิ้นนั้นๆ

ไม้เมเปิ้ล และไม้สปรูซ


ดังนั้นสำหรับผมแล้ว Tonewood  ก็คือไม้ที่ให้เสียงที่ดีไพเราะ สามารถนำมาทำเครื่องดนตรีได้  จะว่าไปไม้เอามาเคาะมันก็ให้เสียงทั้งนั้น   อย่างระนาดบ้านเราก็ทำจากไม้ไผ่ (ไผ่บง) มาทำเป็นรางระนาด ( ไม้พยุง ไม้ชิงชัน ใช้ทำลูกระนาดเช่นกัน)  ดังนั้นไม้ไผ่ก็ควรเป็นไม้ Tonewood ด้วยเช่นกัน  แล้วอย่างกะลามะพร้าวล่ะ นำมาทำซออู้ กะลาก็ต้องเป็น Tonewood ด้วยสิ  .....

ดนตรีเป็นวัฒนธรรม เครื่องดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีความเป็นอยู่ แต่ละประเทศก็จะมีเครื่องดนตรีของตนอยู่  การสร้างเครื่องดนตรีเป็นเรื่องของภูมิปัญญา  การเลือกใช้ไม้มาทำเครื่องดนตรีย่อมเป็นไม้ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น    ดูง่ายๆ อย่างเครื่องดนตรีไทยของเรา  เป็นภูมิปัญญาและความเฉลียวฉลาด นำไม้ที่หาได้ในท้องถิ่นอย่างไม้ไผ่ กะลามะพร้าว มาทำเป็นเครื่องดนตรี ซึ่งมันก็ทำให้ได้เครื่องดนตรีที่มีน้ำเสียงเฉพาะ นำมาบรรเลงเพลงไทยก็ให้สำเนียงที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย  ฟังแล้วก็ต้องบอกว่านี่แหละเพลงไทย    ถึงแม้เราจะเอาไวโอลินจะนำมาเล่นเพลงไทยได้  และผมก็เชื่อว่าสามารถเล่นได้อย่างไพเราะ  แต่อย่างไงก็ไม่สามารถถ่ายทอดความอารมณ์ สำเนียงแห่งความเป็นไทยได้เท่าเครื่องดนตรีไทยอย่างแน่นอน



ไม้สนสปรูซ  Tonewood ที่นำมาใช้ทำแผ่นหน้า 


ไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีตะวันตก  ไม้ที่ใช้ก็เป็นไม้เมเปิ้ล ไม้สนปรูซ เป็นไม้ที่เติบโตได้ดีในเมืองหนาว ในเทือกเขาสูงแถบยุโรป ส่วนตัวเคยนำไม้ในบ้านเรามาทำ( ไม้มะค่า)  รู้สึกว่าทำได้ยากกว่ามาก  โดยเฉพาะในส่วนคอ และผมคิดว่าไวโอลินที่ทำจากไม้มะค่าก็ให้เสียงดีไม่แพ้ไม้เมเปิ้ล    และเหตุนี้ผมก็คิดว่าช่างที่ทำเครื่องดนตรี ก็ย่อมต้องเลือกไม้ที่ให้คุณสมบัติที่ดี ทั้งในแง่ของการทำ  หาง่ายในท้องถิ่นตน สวยงามและให้คุณสมบัติด้านเสียงดนตรีได้อย่างดี  ไม้เมเปิลจึงมีคุณสมบัติที่ดีทำได้ง่าย ด้วยเนื้อไม้สีขาวนวล เนื้อละเอียด เสี้ยนเล็ก แกะสลักได้ดี

แผ่นหน้าของไวโอลิน ไสขึ้นรูปเบื้องต้นแล้ว
แล้วถ้าเกิดมีใครถามว่า Tonewood ที่่ว่าเอาไปทำอะไรอย่างอื่นได้ไหม ............. ผมอยากจะให้นึกว่ามันก็คือต้นไม้ที่เติบโตเหมือนต้นอื่นๆ ทั่วไป พอโตได้ขนาดก็ถูกคัดเกรด คัดลาย แล้วมาผ่านกรรมวิธีบ่มไม้ เพื่อลดความชื้นให้อยู่ในเกณฑ์ ก่อนออกจำหน่าย   ด้วยความที่เป็นไม้เกรดเครื่องดนตรีก็เลยทำให้มีราคาแพงมาก  คงไม่มีเจ้าของธุรกิจไม้ที่ไหนเอามันไปขายในเกรดไม้ทำเฟอร์นิเจอร์หรอกราคามันถูกกว่ากันเยอะ  ปกติไม้ที่ขายกันตามร้านไม้เขาขายกันเป็นคิวบิท  หรือขายกันเป็นปริมาตร ที่นิยมใช้อยู่คือลูกบาศก์เมตรและลูกบาศก์ฟุต

ส่วน Tonewood เขาคัดเกรดแล้วขายกันเป็นแผ่น เป็นคู่ เรียกว่าตัดมาตามขนาดของเครื่องดนตรีนั้นๆ เลย  ราคากำหนดกันตามเกรด ความสวยของเนื้อไม้ ราคามันแพงมาก  บวกกับค่าขนส่งจากต่างประเทศอีก






8 มกราคม 2556

Paisitt Violin

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๖




ผมมีโอกาสได้พบเพื่่อนชาวฮอล์แลนด์ คุณโทนี ซึ่งเป็นนักเขียน เป็นนักเดินทางและเขียนบทความ เรื่องราวต่างๆ ทั้งแนววัฒนธรรม  วิถีชีวิต ธรรมชาติ ตลอดเส้นทางที่ผ่านในประเทศไทย  สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากคือคุณโทนีเองก็เป็นคนที่ชื่นชอบดนตรี หัดเล่นคาร์ริเน็ตเป็นอย่างแรกเช่นเดียวกับผม  และจะมีเครื่องดนตรีคู่กายเดินทางไปด้วยตลอด เป็นกีตาร์ Epiphone ทำให้ผมได้มีโอกาสได้ชื่นชมกีตาร์ตัวนี้  เป็นกีตาร์เก่าซึ่งเข้าใจว่าเจ้าของคงรักมาก  แม้ปัจจุบันคุณโทนี่บอกว่าห่างเหินการเล่นไปนานพอควรกว่า 2 ปีแล้วเสียดายผมไม่ได้นำกล้องไปด้วย ส่วนภาพนี้เป็นภาพจากอินเตอร์เน็ต ที่ดูแล้วใกล้เคียงที่สุด  
  
ความที่เป็นคนที่ชื่นชอบดนตรี พอทราบว่าผมทำไวโอลินคุณโทนี่ก็เลยสนใจ พูดคุยสอบถาม กว่าจะออกมาเป็นไวโอลินได้  เรานั่งคุยกันอยู่นาน เป็นภาษาไทยบ้าง อังกฤษบ้าง บางทีไม่เข้าใจก็เล่นใบ้คำกันบ้างเป็นการสนทนาที่ได้รสชาติไปอีกแบบ  คุณโทนีถามมาหลายเรื่อง แทบทุกเรื่องเหมือนกัน เรื่องไม้ที่ทำ เครื่องมือที่ใช้  แล้วทำที่ไหน มีช็อปเองหรือเปล่า แต่คำตอบคงสร้างแปลกประหลาดใจให้คุณโทนี่พอสมควร

 "ผมไม่ได้มีเครื่องมืออะไรมากนักหรอก เครื่องมือก็ธรรมดาๆ เป็น hand tools หลายอย่างก็ทำเอง แล้วก็ทำที่ระเบียงบ้านพื้นที่นิดเดียว ไม่ได้มีช็อปอะไรใหญ่โตหลอก"  

 เรื่องราวของผมคงไปโดนใจคุณโทนี่เข้า  เลยขอนำเรื่องราวไปเขียนเป็นบทความลงในนิตยสาร เป็นภาษาดัชท์เพื่อนๆ ลองแวะเข้าไปเยี่ยมชมดูได้ครับ 




21 ธันวาคม 2555

บทส่งท้ายปี 2555


ถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว  ที่ผมได้ทำบล็อคนี้ขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าสามารถเขียนเล่าเรื่องราวมาได้กว่า 45 เรื่อง  ทั้งๆ ที่โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนที่พูดไม่เก่ง  ชอบทำงานแบบเงียบๆ เสียมากกว่า  กว่าจะเขียนเสร็จเรื่องหนึ่งก็ใช้เวลานาน  ลบแล้วลบอีก  เท่าที่ผมดูจากสถิติแล้วก็มีเพื่อนๆ แวะเข้ามาอ่านมากอยู่พอสมควร  ดีใจอยู่ครับ

ผมอยากจะขอสรุปผลงานไวโอลินที่ผมทำแล้วเสร็จในปี 2555  ซึ่งผมทำได้ทั้งหมด 8 ตัว  มีหลายรูปแบบ  ทั้งแบบดั้งเดิม  และแบบแปลกๆ ที่ออกแบบสร้างขึ้นมาใหม่  ทุกตัวทำมือล้วนๆ เหนื่อยเอาการอยู่ครับ

ตัวแรก





ตัวที่ 2 Valentine




ตัวที่ 3 The Abalone




ตัวที่ 4 Red violin




ตัวที่ 5 ลูกทุ่ง





ตัวที่ 6




ตัวที่ 7 Valentine2




ตัวสุดท้ายแห่งปี






ทั้งหมดก็เป็นความพยายามที่ได้ทำขึ้นในช่วงปี 2555 จากจุดเริ่มต้นที่อยากทำในสิ่งที่รักที่ฝันใช้เวลาอยู่นับจนวันนี้ก็กว่า 3 ปี  น่าจะ 4 ปีแล้วเริ่มจำไม่ได้  ในชีวิตก็ยังไม่เคยทำอะไรที่ดูแล้วเป็นชิ้นเป็นอันในลักษณะนี้  ที่สำคัญผลงานจะยังอยู่ต่อไปแม้วันหนึ่งที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว  แต่การที่จะได้มาถึงวันนี้ก็ต้องทุ่มเท แรงกาย แรงใจ กำลังทรัพย์ ให้ได้สิ่งที่ต้องการออกมา   เรียนรู้ลองผิดลองถูก  ผ่านการผิดพลาดล้มเหลวมาไม่รู้กี่ครั้ง ยอมรับว่ามีท้อบ้างในช่วงแรก  แต่ก็ไม่ได้หยุดหรือเลิกล้มความตั้งใจ  จนออกมาได้เป็นไวโอลินที่ต้องการ   และพัฒนาขึ้นมาถึงขั้นแปลกพิศดารตามประสาของคนช่างฝัน

ขอขอบคุณ ศรีภรรยาที่ให้โอกาสผมได้ทำในสิ่งที่ฝัน  ดูแลค่าใช่จ่ายในครอบครัวมาตลอด    คุณหมอมานะ  ที่ให้การสนับสนุน  คำปรึกษาช่วยชี้แนะและให้กำลังใจด้วยดีมาตลอด   คุณลุงน้ำชา  เป็นครูที่มาสร้างจุดเปลี่ยนแก้ไขจุดบกพร่อง จนพัฒนาต่อเนื่องถึงวันนีั  ผมขอขอบคุณจากใจครับ









26 พฤศจิกายน 2555

คิดนอกกรอบไวโอลิน




หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ล่าสุดก็สามารถสร้างสรรไวโอลินขึ้นมาอีก 3 ตัว ถือว่าเป็นแบบที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน  คิดและพัฒนาปรับปรุงกันมาเรื่อย  จนออกมาเป็น 3 แบบ 3 สไตล์  เรียกว่าแปลกทั้งสามตัวก็ว่าได้  มากน้อยแตกต่างกันมีที่เหมือนกันคือ ทุกตัวถูกสร้างจากมือ  หยาดเหงื่อของคนคนเดียวกันครับ

ไม่ให้เป็นการเสียเวลา  ขอเริ่มต้นจากตัวนี้ก่อน  มีความพิศดารน้อยที่สุด ใกล้เคียงกับแบบดั้งเดิมมากที่สุด ผมพยายามลดเหลี่ยมมุมบริเวณ C-bout ให้เหลือน้อยที่สุด โค้งตัวซีมีความกว้างมากขึ้น  เพื่อให้การสาวคันชักทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น  สำหรับมือใหม่การสาวคันชัก  หางม้าบางทีก็จะมาเกี่ยวติดบริเวณมุมๆ บางทีก็ทำให้หางม้าขาดได้  อันนี้ก็จะช่วยลดปัญหาได้เยอะ

ถัดมาก็เป็นช่องเสียงครับ  ออกแบบให้โค้งมนมากขึ้นให้เข้ากับส่วนแรกที่เล่าไว้  โดยรวมดูแล้วคล้ายเดิมแต่แปลกตา ให้อารมณ์ที่ต่างไปจากเดิม  ส่วนหัวแกะชื่อคนทำไว้  แผ่นหลังเป็นเมเปิลแผ่นเดียว ฝัง purfling ใต้ปุ่มคอโค้งเป็นรูปหัวใจ ฝังหมุดที่ปุ่มคอ 

ตัวนี้มีเจ้าของแล้ว  ผมตั้งใจสร้างให้กับหลานชายที่กำลังจะลืมตามาดูโลกช่วงกลางเดือนธันวาคม 55 ให้เข้าเติบโตไปพร้อมๆกัน วันหนึ่งเขาคงจะได้ใช้มันเป็นไวโอลินคู่ชีวิต


























ตัวที่สอง  เป็นแบบที่ผมเคยสร้างมาแล้วครั้งหนึ่ง  ตัวนี้จะเหมือนกับเจ้า valentine ที่สร้างไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี  แต่มีเจ้าของรับไปดูแลแล้วเป็นพี่สาวผมเอง  ให้ไว้เป็นของขวัญวันเกิดที่ 4 ปีจะมีกับเขาซักครั้งหนึ่ง

ตัวนี้มีความต่างกันอยู่บ้าง  ด้านหน้าดูแล้วก็จะคล้ายกันมาก  ต้องกลับมาดูที่แผ่นหลังจะเห็นความแตกต่าง ผมได้สลักชื่อย่อ และตัวเลขปีที่สร้างขึ้นไว้ที่แผ่นหลังเลย  ดูเก๋ เท่ไม่ซ้ำใคร  เรียกว่าต้องให้มันยากเข้าไว้  จริงๆ มันก็มีสาเหตุครับ  ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่าผมลืมติดชื่อยี่ห้อไว้ข้างใน  ครั้นจะเปิดไม้ออกมาติดชื่อ  ก็ไม่อยากจะทำ  แต่ถ้าไม่ใส่ก็ไม่รู้ที่มาที่ไป เผื่ออีก 50 ปีข้างหน้าผมจากโลกนี้ไป  มันไปอยู่ในมือใครเขาจะได้รู้ ว่ามันทำจากมือคนไทยนะ  ......... ตื่น ๆ เริ่มเพ้อฝันออกนอกเรื่องอีกแล้ว   พรุ่งนี้จะเอาอะไรกินยังไม่รู้เลย

สุดท้ายผมเลยตัดสินใจ สลักชื่อย่อ และปีที่สร้างไว้ที่แผ่นหลัง  น่าจะพอเพราะที่หัวได้สลักชื่อไว้แล้ว  เท่านี้ก็น่าจะพอค้นหาตัวตนคนทำได้แล้ว  คิดว่าคงซ้ำยากไม่มีไวโอลินโรงงานที่ไหนทำแบบนี้แน่นอน





















ตัวสุดท้ายเลยดีกว่าครับ  ต้องบอกว่าแปลกพิศดารที่สุดที่เคยทำมาก็ว่าได้  รูปทรงได้รับการออกแบบขึ้นใหม่  ทรวดทรงองค์เอวคล้ายสวยงามที่มีเอวอ่อนช้อย รับกับช่วงไหล่ที่เรียวงาม แต่แฝงไว้ซึ่งความกลมกลืนเมื่อเทียบกับแบบดั้งเดิม

ช่องเสียงไม่ได้อยู่ที่ด้านหน้า  แต่ออกแบบให้อยู่ด้านข้างแทน  เป็นรูกลมๆ ข้างละ 7 ช่อง  รวมแล้วมีทั้งหมด 14 ช่องด้วยกัน  ให้เสียงกระจายออกไปรอบทิศทาง

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ก็คือช่วงเอว  ด้วยความที่มันโค้งมน การสาวคันชักสามารถทำได้ดีมาก  ไม่มีอะไรติดขัดเลย  อีกจุดหนึ่งที่ด้านหน้าผมได้ทำ position ไว้ด้วยโดยฝังไม้ ebony ไว้บนแผ่นหน้าตรงตำแหน่งวางหย่อง  

ต่อมาการฝัง purfling ช่วงเอวเป็นไม้สีดำ  แต่ช่วงบนและล่างจะเป็นดำสลับขาว  ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จัดเต็มมาไม่แพ้ตัวอื่นครับ  อธิบายอย่างไงก็คงไม่เท่าภาพภาพเดียวนะครับ  มาดูกันดีกว่า
































ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมนะครับ